เว็บไซต์
น่าชิม
ดอทคอม
ก้าวสู่
ปีที่ 8

 
 
โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง
สาขารามอินทราฯ
=====================
อังคาร ที่ 21 ตุลาคม 2557
บัตรราคา 200 บาท
**********************************
จันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน 2557 
บัตรราคา 100 บาท
สำรองที่นั่ง 02-944-5131-2
ติดต่อออกร้าน 091-990-4536
Tel.0-2866-2411 
โทร.0-2731-7384
โทร.08-9160-7437
ติดต่อโฆษณาบนหน้าหลักเว็บไซต์น่าชิมดอทคอม ได้ที่ 087-600-6999 แนะนำร้านอาหารฝากข่าวประชาสัมพันธ์ ได้ที่ arunwanna_l@yahoo.co.th
เก็บมาฝาก
จากวารสารวัฒนธรรมไทย
สำนักงานคณะกรรมการ
วัฒนธรรมแห่งชาติ
กระทรวงวัฒนธรรม
*******
 
 
 
counter easy hit
 
 
ร้าน “แพปู่ย่าตายาย" ริมเขื่อนยักษ์ศรีนครินทร์ จ.กาญจบุรี
แม่ลิ้นจี่พาชิม ฉบับวันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม 2550
ฉบับวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 หน้า 24
... แวะชิม... “ปลาชะโดอบหม้อดิน” ที่ “แพปู่ย่าตายาย”....
... อิ่มอร่อย...ริมเขื่อนยักษ์ศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี...
 
     พบกันอีกครั้งเป็นประจำทุกสัปดาห์ในคอลัมน์พาชิมของหนังสือพิมพ์ “บ้านเมืองรายวัน” โดยมี “แม่ลิ้นจี่” เจ้าเก่าคอยเป็นผู้สรรหาร้านอาหารดีๆ พร้อมด้วยเมนูอร้อยยย...อร่อย จากทั่วทุกสารทิศมาแนะนำให้แฟนคอลัมน์ได้พากันไปลิ้มลอง ไม่ว่าร้านนั้นจะติดดินหรือใหญ่โตหรูหรา...ขอเพียงแค่...อร่อย...สะอาด...และราคายุติธรรม ก็มีสิทธิลงแนะนำกันได้ในแม่ลิ้นจี่พาชิม....!
 
     ช่วงปลายฝนต้นหนาวแบบนี้...สายฝนก็เริ่มซาท้องฟ้าเริ่มสดใส..เหมาะอย่างยิ่งที่เราจะพากันออกเดินทางท่องเที่ยวในเมืองไทยหากำไรให้กับชีวิต โดยเฉพาะในสัปดาห์หน้าซึ่งเป็น “วันปิยะมหาราช” ก็จะมีวันหยุดยาวถึง 3 วัน “แม่ลิ้นจี่” เลยขอถือโอกาสชักชวนแฟนคอลัมน์เดินทางออกนอกเมืองกรุง เพื่อไปพักผ่อนหย่อนใจและแวะชิมเมนูจานเด็ดกันที่ริมเขื่อนยักษ์ศรีนครินทร์ อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งที่นี่จะเป็นทะเลสาบที่กว้างใหญ่มีพื้นที่ติดต่อกันถึง 3 จังหวัด คือ จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดอุทัยธานี
 
     สำหรับทริปนี้ “แม่ลิ้นจี่” ขอแนะนำให้พากันไปนอนพักอย่างไม่เร่งรีบสัก 2 วันกับอีก 1 คืน เพื่อที่จะได้มีเวลาปลีกวิเวกอยู่กับสายน้ำ และป่าเขาลำเนาไพรได้มากขึ้น เราเริ่มล้อหมุนออกจากตัวเมืองกาญจนบุรีด้วยระยะทาง 40 ก.ม. มาแวะชมเขื่อนยักษ์ศรีนครินทร์ ซึ่งเป็นเขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จากนั้นจึงเดินทางต่ออีก 40 ก.ม. ลัดเลาะขึ้นไปตามไหล่เขาจนมาถึงตำบลท่ากระดาน เขตอำเภอศรีสวัสดิ์ เพื่อเข้าไปเก็บสัมภาระพักผ่อนกันที่ “แพบ้านชาวเรือ” ที่มีแพ 9 หลังลอยปริ่มน้ำอยู่ริมเขาที่มีความลึกถึง 180 เมตร และถูกโอบล้อมไปด้วยป่าไม้นานาพรรณ พักผ่อนกันอยู่ที่นี่สักหนึ่งคืนเพื่อเล่นกิจกรรม ว่ายน้ำ เดินป่า ล่องแพตกปลา ยามค่ำคืนเขาจะมีคาราโอเกะให้ร้องรำทำเพลงกันอย่างครึกครื้น โดยมี “ร.ต.ท. วัฒนะ อารี” เจ้าของสถานที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด ถ้าสนใจมาเยี่ยมเยือนก็โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกันได้ที่ 08-1832-6001
 
 
     ช่วงที่แม่ลิ้นจี่เดินทางไปเยือนเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ “เห็ดโคน” และ “หน่อไม้ป่า” กำลังผุดขึ้นจากดินมาเริงร่าท้าสายฝน ก็เลยนำมาทำเป็นเมนูอร่อยแบบพื้นบ้านที่ปรุงมาจากเห็ดโคนและหน่อไม้ให้เราได้ลิ้มลองแบบอร่อยลิ้น และก็ต้องขอขอบพระคุณ “เฮียทวี เทพสุธรรมรัตน์” เสี่ยหนุ่มใจดีที่เอื้อเฟื้อนำเรือสปีดโบทมารับ “แม่ลิ้นจี่” และชาวคณะเพื่อไปถ่ายภาพทำข่าวมาแนะนำให้แฟนคอลัมน์ได้กันไปเที่ยวชม ส่วนท่านที่ไม่มีเรือสปีดโบทก็ง่ายนิดเดียว เพียงแค่ขับรถยนตร์ออกจากแพบ้านชาวเรือ มุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอศรีสวัสดิ์ด้วยระยะทางเพียง 30 ก.ม. ก็จะมาถึงท่าเทียบแพขนานยนตร์ นำรถลงเรือข้ามไปที่ฝั่งตำบลด่านแม่แฉลบ พอขึ้นฝั่งก็จะเห็นร้านอาหารชื่อว่า “แพปู่ย่าตายาย” นี่แหละคือจุดหมายที่เราจะแวะชิม
 
 
     จากการที่ได้พูดคุยกับ “คุณพิภพ ป้อมศิลา” หรือนิคเนมว่า “หรั่ง” ซึ่งเป็นทั้งพ่อครัวและเจ้าของร้าน ได้บอกเล่าให้ฟังว่า ที่ร้านนี้เปิดบริการมาได้ประมาณ 30 ปี ตั้งแต่ยุคของคุณแม่เรื่อยมาที่เริ่มต้นมาจากขายข้าวแกง จนมาปรับเปลี่ยนเมนูเพิ่มขึ้นมาอีกมากมาย โดยจะเน้นขายอาหารที่ปรุงมาจากปลาที่จับได้จากเขื่อนเป็นเมนูหลัก ไม่ว่าจะเป็น ปลานิล ปลาช่อน ปลาชะโด ปลาแรด ปลาคัง ปลากราย และปลาบู่ คุณหรั่งเล่าต่อไปว่าแต่ก่อนนั้นตนเองไปทำงานอยู่ในฐานทัพอเมริกันในประเทศซาอุดิอารเบียนานกว่า 18 ปี และได้ทำงานอยู่ในส่วนห้องจัดเลี้ยงจึงมีความชำนาญทั้งการทำอาหารไทย และฝรั่ง หลังจากกลับมาอยู่เมืองไทยจึงได้มาช่วยคุณแม่ทำร้านอาหาร ครั้งแรกว่าจะช่วยทำแค่สักระยะไปๆ มาๆ ก็เลยอยู่ยาวมาถึง 15 ปี และจากที่ร้านนี้เป็นธุรกิจแบบครอบครัวมีลูกหลานหลายเจนเนอเรชั่นมาช่วยงาน ก็เลยเป็นที่มาของชื่อร้านว่า “แพปู่ย่าตายาย”
 
     ส่วนเมนูจานเด็ดที่เราจะพากันไปลิ้มลองกันในวันนี้ล้วนแล้วแต่เป็นอาหารแบบพื้นบ้านที่ปรุงมาจากปลาเขื่อนสดๆ ที่แหวกว่ายอยู่ในกระชัง เริ่มต้นจานแรกกันที่
 
 
     ปลาชะโดอบหม้อดิน...เขาจะใช้ปลาชะโดหัวใหญ่หนักกว่า 5 ก.ก. นำมาแล่เอาแต่เนื้อหั่นเป็นชิ้นหนาพอคำ นำไปอบในหม้อดินใส่ น้ำมันงา น้ำมันหอย ซอสปรุงรส กระเทียมบุบ ขิง ใบคึ่นไฉ่ ปิดฝาตั้งไฟจนร้อนกรุ่นเสิร์ฟมาทั้งหม้อเปิดฝาเดือดพล่านควันฉลุย ความอร่อยอยู่ที่เนื้อปลาชะโดสดหวานมันแบบไร้ก้าง รสชาติเค็มนำหอมกรุ่นจากจากคึ่นไฉ่และขิงแก่ หม้อดินเก็บความร้อนได้ทนนาน ในราคาหม้อละ 120-150 บาท
 
 
     ปลาชะโดยำมะม่วง...เมนูจานนี้เด็กกินได้ผู้ใหญ่ก็กินดี เขาจะแล่เนื้อปลาชะโดเป็นชิ้นหนาพอคำ นำไปปรุงรสคลุกด้วยแป้งและเกล็ดขนมปัง ก่อนนำไปทอดจนกรอบเหลือง เสิร์ฟพร้อมยำมะม่วงซอย ใส่หอมแดง กุ้งแห้งป่น พริกขี้หนูสับ ผักชีหั่นฝอย ปรุงรสออกเผ็ดนำ เปรี้ยว เค็ม หวาน กินเคียงข้างกับปลาชะโดกรอบนอกนุ่มใน หรือจะจิ้มกินกับซอสมะเขือเทศก็อร่อยไปอีกแบบ ในราคาจานละ 150 บาท
 
 
     เนื้อปลาชะโดผัดกระเพรา...จานนี้เขาปรุงรสได้แซบจัดจ้านแบบไทยๆ โดยเขาจะใช้เนื้อปลากดสดๆ จากเขื่อนหั่นเป็นชิ้นตามขวาง ก่อนนำไปผัดกับเครื่องสมุนไพรไทยมี พริกขี้หนูสับ กระชายฝอย ใบมะกรูด พริกไทยอ่อน ผัดฉ่าด้วยไฟที่ร้อนแรงส่งกลิ่นหอมฉุน ความอร่อยอยู่ที่เนื้อปลากดสดหวานเคี้ยวติดหนังหนาได้หนึบหนับ บวกกับความร้อนซ่าของสมุนไพร สั่งมากินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยได้เพลิดเพลิน ในราคาจานละ 80 บาท
 
 
     ผักกูดผัดน้ำมันหอย...เมนูนี้จะเป็นพืชผักพื้นบ้านที่ขึ้นอยู่ริมน้ำชายเขาที่แฉะชื้น โดยเขาจะนำมาหั่นเป็นท่อนๆ ผัดในกระทะด้วยไฟที่ร้อนแรงใส่ กระเทียมบุบ และน้ำมันหอย  ปรุงรสชาติออกเค็มนำ และรสหวานนิดๆ ติดปลายลิ้น ความอร่อยอยู่ที่ผักกูดเคี้ยวได้กรอบกรุบสนุกปาก ตักกินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยจนลืมอิ่ม ในราคาจานละ 60 บาท
   
 
    นอกจากนี้ที่ขึ้นชื่อมาช้านานของที่นี่อีกอย่างหนึ่งก็คือ “ไข่พะโล้หน่อไม้ดอง” ไม่ว่าใครแวะเวียนมาเป็นต้องสั่งมาลิ้มลอง ซึ่งเขาจะใช้ไข่เป็ดต้มสุก นำไปต้มเคี่ยวครึ่งค่อนวันในน้ำพะโล้จนไข่ขาวรัดตัวเป็นสีน้ำตาลกรอบเด้ง หน่อไม้ป่าดองผสมน้ำพะโล้ออกรสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อยอร่อยลิ้น สั่งราดข้าวก็แค่จานละ 30 บาท และที่ไม่ควรพลาดก็คือผลไม้ที่เขาปลูกอยู่บนเขา นั่นก็คือ “มะละกอฮาวาย” ลูกเล็กกะทัดรัด เลือกลูกที่สุกแดงกำลังดีใช้มีดผ่าครึ่งข้างในไม่มีเมล็ด ใช้ช้อนตักกินเนื้อเนียนหวานหอมชื่นใจ ราคาถูกมาก 6 ก.ก. 100 บาท หรือจะสั่งมากินแค่ 1 ก.ก. ก็อร่อยกันถ้วนทั่ว
 
    ที่ร้าน “แพปู่ย่าตายาย” เขาจะเปิดบริการกันทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-22.00 น. อิ่มอร่อยกันเต็มที่ก็พากันเดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ แต่ขอบอกด้วยความเป็นห่วงว่า “เมาไม่ขับ อ่อนล้าให้พักผ่อน” แต่ถ้ายังไม่อยากกลับบ้านที่ร้านเขาก็มีบริการแพที่พักให้นักเดินทางแบบง่ายๆ ด้วยเสื่อผืนหมอนใบไร้ซึ่งความโก้หรู...แต่ปลอดภัย ส่วนราคาเท่าไรนั้นคงต้องไต่ถามกับ “คุณหรั่ง” กันเอาเองที่หมายเลข 034-597-179 และ 08-9892-9389

สะดวกกันเมื่อไรก็ขอเชิญแวะเวียนไปเยี่ยมชิมกันได้ สำหรับวันนี้คงต้องขอแนะนำกันแต่เพียงแค่นี้ แล้วพบกับ “แม่ลิ้นจี่พาชิม” ได้ใหม่ในสัปดาห์ต่อไปนะคะ....!
(ค้นหาข้อมูลร้านอาหารย้อนหลังได้ใน www.naachim.com)
 
 
แม่ลิ้นจี่พาชิม ฉบับวันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม 2550

 
ฉบับเดือนสิงหาคม 2557
นิตยสารชีวิตต้องสู้
สนับสนุนและเป็นกำลังใจ...
ให้คนสู้ชีวิต
หาซื้อได้ที่ร้านหนังสือ
ซีเอ็ด (ทุกสาขา) กรีนบุ๊ค
นายอินทร์ B2S
และแผงหนังสือทั่วประเทศ

 
สมัครรับจดหมายข่าว
Email / อีเมล์

สมัครสมาชิก
Copyright © 2007-2011
 
ผู้สนับสนุน