นิตยสารชีวิตต้องสู้
เตรียมพบกับโปรเจคใหม่ของนิตยสารชีวิตต้องสู้ได้ที่นี่...เร็วๆ นี้

ชีวิตใสวัยทีน 

สมัคร ยกเลิก
อาถรรพ์ปาฎิหาริย์
หงสา ราชาวดี
“วิญญาณสองแม่ลูก"  หลอนแท็กซี่จนสติแตก .."

        กลับมาพบกันอีกครั้งกับเรื่องราวลี้ลับสยองขวัญในนิตยสาร “ชีวิตต้องสู้” ฉบับส่งท้ายปีเก่า 2552 ซึ่งแต่ละเรื่องราวที่นำมาเสนอทางทีมงานจะเน้นเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นจริง กับบุคคลหลากหลายอาชีพ โดยการนำเรื่องต่างๆ มาเล่าสู่กันฟังโดยไม่มีการเสริมแต่งให้เกินเลยจากความเป็นจริง....! 
   
ส่วนในฉบับนี้ผู้เขียนยังคงมีเรื่องอาถรรพณ์ลี้ลับที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นานมาเล่าสู่กันฟังอีกเรื่องหนึ่ง  คือเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552 ผู้เขียนได้เดินทางกลับจากต่างประเทศมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิในตอนใกล้ค่ำ เมื่อเช็กเอาต์และร่ำลากับบรรดามิตรสหายร่วมคณะเป็นที่เรียบร้อยก็เดินออกมายังลานจอดรถหน้าสนามบิน เพื่อเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งยังบ้านพักในย่านถนนรามอินทรา พอล้อหมุนได้สักพักคุณแท็กซี่ซึ่งมีอายุไม่น่าจะต่ำกว่าครึ่งศตวรรษก็เริ่มจ้อชวนคุย ตัวผู้เขียนเองซึ่งเป็นคนชอบสนทนาอยู่แล้วก็เลยคุยกันไปในเรื่องจิปาถะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจการเมืองซึ่งในช่วงนั้นกำลังร้อนแรงอยู่ในบ้านเมืองเรา แต่การคุยของผู้เขียนต้องคอยระวังคำพูดเพราะเราไม่รู้ว่าเขาสนับสนุนเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง แต่ตัวเราเองก็ไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายใดอยู่แล้ว ขืนพูดผิดพลาดหรือพูดไม่เข้าหูคุณพี่แท็กซี่อาจจะโดนดีดออกมาจากรถง่ายๆ   พอนั่งรถไปได้สักระยะการสนทนาก็เริ่มออกรสออกชาติในสารพัดเรื่องที่ได้พูดคุยกัน คุยไปคุยมาคุณแท็กซี่ก็ยิงคำถามออกมาว่า “พี่ๆ...พี่เชื่อเรื่องผีมั้ย” 
       
  “เชื่อสิ..สมัยก่อนผมเคยเจอมากับตัวเองหลายครั้งแล้ว” ผู้เขียนตอบ 
         แท็กซี่ “งั้นดีเลยผมมีเรื่องหนึ่งจะเล่าให้พี่ฟัง เรื่องนี้เพิ่งจะเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ กับเพื่อนของผมเอง เมื่อประมาณ 2-3 วันที่ผ่านมานี่เอง เพื่อนผมที่ขับแท็กซี่อยู่ที่อู่เดียวกัน ช่วงดึกประมาณตี 2 กว่าๆ เขาขับรถไปส่งผู้โดยสารที่สถาบันนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจ พอผู้โดยสารลงเขากำลังจะออกรถก็มีผู้หญิงวัยกลางคนและเด็กผู้ชายอายุไม่น่าเกิน 10 ขวบ มาโบกรถแล้วส่งกระดาษให้แผ่นหนึ่งโดยไม่พูดไม่จา ในกระดาษเขียนบ้านเลขที่ ชื่อซอย ซึ่งเป็นบ้านอยู่ในหมู่บ้านเสนานิเวศน์ พอสองแม่ลูกขึ้นนั่งในรถเพื่อนผมก็ขับไปเรื่อยๆ ตลอดระยะทางทั้งสองแม่ลูกนั่งเงียบไม่ได้พูดคุยกันเลย เพื่อนผมถามอะไรเขาก็ไม่ตอบ เจ้าเพื่อนผมมันยังนึกว่าเขาคงจะมีญาติเสียชีวิตอยู่ที่นิติเวช และยังอยู่ในอาการโศกเศร้าเลยไม่ยอมพูดจากับใคร” 
         “พอไอ้เพื่อนมันขับรถมาถึงหมู่บ้านเสนานิเวศน์แล้วไปจอดที่หน้าบ้านหลัง
หนึ่งตามเลขที่ที่เขียนไว้ในกระดาษ  พอจอดรถเสร็จเพื่อนผมมันก็หันไปมองก็เห็นสองแม่ลูกลงไปยืนอยู่ข้างรถแล้ว ตัวมันเองก็ยังนึกแปลกใจว่าสองแม่ลูกนั้นลงไปตั้งแต่เมื่อไร เพราะไม่ได้ยินเสียงปิดประตูรถ แถมยังไม่ได้จ่ายเงินค่ารถอีกต่างหาก จากนั้นสองแม่ลูกก็เดินเข้าไปในบ้านซึ่งปิดไฟมืดสนิท เจ้าเพื่อนผมมันก็นึกว่าเขาคงเข้าบ้านเพื่อไปเอาเงินมาให้มัน แต่พอรอได้สักพักก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีใครออกมา แถมไฟที่บ้านก็ยังคงปิดมืดสนิทอยู่เช่นเดิม เพื่อนผมเลยลงจากรถเดินไปที่หน้าบ้านตะโกนเรียกก็ยังไม่ใครออกมา มันก็เลยโวยวายด่าลั่นซอยว่าหน้าตาก็ดีๆ ขึ้นรถแล้วไม่ยอมจ่ายเงิน” 
            “พอมันตะโกนโวยวายได้สักพักก็พอดีมีรถตำรวจสายตรวจ สน.โชคชัย ขับผ่านมาจึงสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น มันก็เลยบอกตำรวจไปว่ามีสองแม่ลูกเรียกรถให้มาส่งที่นี่แล้วไม่ยอมจ่ายค่าโดยสาร เดินหนีเข้าบ้านไปเฉยๆ เรียกเท่าไรก็ไม่ยอมออกมา พอตำรวจได้ยินเรื่องที่มันเล่าก็ทำท่าตกใจแล้วบอกกับเพื่อนผมว่า” 
            ตำรวจ “นี่โชเฟอร์..คุณขับรถตามผมมาจอดที่หน้าร้านเซเว่นที่ไฟสว่างๆ ตรงโน้น เดี๋ยวผมจะจ่ายค่ารถให้เอง” 
โชเฟอร์แท็กซี่ทำหน้างงๆ ก่อนที่จะขับรถตามตำรวจไปที่หน้าร้านเซเว่น พอมาถึงที่หน้าร้านตำรวจได้สอบถามเรื่องราวโดยละเอียดจากแท็กซี่ ก่อนที่จะบอกกับคนขับแท็กซี่ว่า 
        “นี่คุณรู้มั้ยที่บ้านหลังที่คุณไปส่งสองแม่ลูกเนี่ยตอนนี้เขาปิดตายไม่มีคนอยู่ เพราะเมื่อสองสามวันที่ผ่านมามันมีคดีสองแม่ลูกเจ้าของบ้านกินยาฆ่าตัวตาย หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จึงนำศพทั้งสองคนไปส่งที่สถาบันนิติเวชเพื่อผ่าศพพิสูจน์” 
        เมื่อโชเฟอร์แท็กซี่ได้ยินที่ตำรวจเล่าถึงกับหน้าซีดเผือดจนแทบจับไข้ ที่ได้รู้ว่าสองแม่ลูกที่ตนเองขับรถไปส่งนั้นไม่ใช่คน...แต่เป็นผี...! 
        ผู้เขียนจึงถามคุณพี่แท็กซี่ด้วยความสงสัย “แล้วเรื่องราวมันเป็นยังไงกัน ทำไมเขาถึงต้องกินยาฆ่าตัวตาย แม่กินคนเดียวยังไม่พอแถมยังให้ลูกกินเข้าไปด้วย บาปกรรมจริงๆ” 
        แท็กซี่ช่างจ้อ “อะไรคุณไม่รู้เรื่องเลยเหรอเนี่ย...หนังสือพิมพ์เขาลงข่าวหน้าหนึ่งกันตั้งหลายฉบับ...?”
ผู้เขียน “โธ่...ผมจะไปรู้ได้ยังไง ก็ผมไปต่างประเทศมาตั้ง 16 วัน หนังสือพิมพ์ภาษาไทยก็ไม่มีให้อ่าน แล้วก็เพิ่งจะเดินทางกลับมาวันนี้อย่างที่คุณเห็นนั่นแหละ” 
       แท็กซี่ช่างจ้อเลยเล่าต่อ “คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้...เมื่อประมาณสองสามวันที่ผ่านมาหนังสือพิมพ์ลงข่าวสองแม่ลูกกินยาฆ่าตัวตาย สาเหตุก็เพราะน้อยใจที่สามีไปมีเมียใหม่ไม่สนใจดูแลครอบครัว เงินทองก็ไม่ส่งเสียเลี้ยงดู ด้วยความช้ำใจทางฝ่ายเมียเลยกรอกยาพิษให้ลูกกิน ก่อนที่จะกรอกใส่ปากตัวเองฆ่าตัวตายทั้งสองคนอยู่ภายในบ้าน พอดีเพื่อนบ้านข้างเคียงเกิดความสงสัยว่าทำไมสองแม่ลูกไม่ออกมาจากบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติเกรงจะเกิดเหตุร้ายจึงได้แจ้งตำรวจให้มาตรวจสอบ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงบ้านร้องเรียกเจ้าของบ้านอยู่นานก็ไม่มีใครออกมา จึงตัดสินใจงัดเข้าไปในบ้านก็พบว่าสองแม่ลูกกลายเป็นศพไปแล้ว จึงได้ให้อาสาสมัครมูลนิธินำศพส่งไปยังสถาบันนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจเพื่อผ่าศพพิสูจน์ ปรากฏว่าทั้งสองแม่ลูกตายด้วยยาพิษ” 
        “อ้าวแล้วแท็กซี่เพื่อนพี่ตอนนี้เขาเป็นยังไงบ้าง” ผู้เขียนถามต่อ 
        “ตอนนี้ผมไม่เห็นมันมาที่อู่เลย มีคนเล่าให้ฟังว่าญาติมันมารับตัวกลับไปบ้านที่ต่างจังหวัด เพราะมันมีอาการหวาดผวาเหมือนคนเสียสติ ญาติเลยพากลับบ้านไปรดน้ำมนต์ ได้ข่าวอีกว่าตอนนี้ญาติให้มันบวชพระอยู่เผื่อว่าอาการจะดีขึ้น ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่ายุคสมัยนี้ยังมีผีมาหลอกคนอยู่อีก” คุณพี่แท็กซี่กล่าว 
        ผู้เขียน “แหมพี่...ผีน่ะเขาไม่สนใจหรอกว่าจะอยู่ยุคสมัยไหน ถ้าวิญญาณเขายังมีห่วงกังวลอยู่ในภพชาติเก่าเขาก็ยังไม่ยอมไปผุดไปเกิดง่ายๆ หรอกพี่... ก็พี่ไม่เห็นเหรอ...บางเรื่องไม่น่าเป็นไปได้ก็ยังเกิดขึ้นได้ อย่างที่เคยลงข่าวในหนังสือพิมพ์ก็บ่อยไป เช่น ข่าวที่มีคนถูกฆาตกรรมหมกศพอำพรางคดีไว้อย่างมิดชิดแม้แต่ตำรวจเองก็ยังมืดแปดด้านไม่สามารถปิดคดีได้ แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายเดือนแต่ด้วยความเฮี้ยนของวิญญาณได้มาเข้าฝันญาติพี่น้องบอกจุดที่ศพถูกฝังไว้ เข้าฝันอยู่หลายครั้งจนญาติๆ เกิดความสงสัยพากันไปขุดดูตามที่ฝัน ปรากฏว่าพบศพอย่างน่าอัศจรรย์ตรงตามที่ฝันไว้ทุกอย่าง จนตำรวจสามารถตรวจสภาพศพและหลักฐานต่างๆ ตามจับตัวคนร้ายมาดำเนินคดีได้” 
        พอผู้เขียนพูดคุยมาถึงตอนนี้ก็พอดีโชเฟอร์แท็กซี่ขับรถมาถึงหน้าบ้านพอดีก็เลยต้องหยุดการสนทนาค้างไว้แต่เพียงแค่นั้น
นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งผู้เขียนเองได้รับฟังมาจากผู้คนรอบข้างแล้วนำมาเล่าสู่กันฟัง ส่วนจะจริงเท็จแค่ไหนนั้นขอให้ท่านผู้อ่านช่วยกันใช้วิจารณญาณในการรับฟัง พูดไปแล้วก็นึกเห็นใจอาชีพคนขับแท็กซี่เสียจริงๆ นอกจากจะเสี่ยงภัยกับผู้โดยสารในคราบของโจรที่คอยจี้ปล้นแล้ว ก็ยังต้องมาเสี่ยงภัยสยองขวัญกับ “ผี” ในคราบของผู้โดยสารอีกต่างหาก...อย่างนี้ต้องเรียกว่า “ชีวิตต้องสู้” จริงๆ ครับท่าน...!

 

นิตยสารชีวิตต้องสู้
สนับสนุน...คนสู้ชีวิต
ก้าวสู่ปีที่ 22
นิตยสารชีวิตต้องสู้
ฉบับที่ 674
ประจำเดือนสิงหาคม 2556
 
********************